บทที่ 7 สารถียามจำเป็น 2

ตลอดระยะทางกลับบ้าน บรรยากาศในรถเงียบเชียบ มีเพียงเสียงเพลงคลาสสิกเบาๆ ที่เปิดคลอจากเครื่องเสียงชั้นดี กะทินั่งกอดกระเป๋าแน่น พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด เธอรู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่เหลือเกินเมื่อมาอยู่ในรถหรูคันนี้ รู้สึกไม่คู่ควรอย่างบอกไม่ถูก

เธอแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหมอภิภพ เสื้อเชิ้ตสีเทาที่เปียกชื้นเล็กน้อยแนบไปกับช่วงไหล่กว้าง ทำให้เห็นมัดกล้ามเนื้อจางๆ เขามีสมาธิกับการขับรถมาก มือหนาจับพวงมาลัยอย่างมั่นคง ท่าทางสุขุมนุ่มลึกดูน่าหลงใหลจนเธอต้องรีบเบือนหน้าหนีไปมองวิวนอกหน้าต่าง

หมอภิภพเองก็แอบใช้หางตามองคนข้างๆ เป็นระยะ เขาเห็นความอึดอัดของเธอ เห็นไหล่ที่ห่อเข้าหากัน เห็นมือที่กำสายกระเป๋าแน่น เขาอยากจะชวนคุยเพื่อให้เธอผ่อนคลาย แต่เขาก็รู้ตัวว่าเป็นคนคุยไม่เก่ง โดยเฉพาะกับคนที่แอบชอบ ใจจริงเขาอยากจะถามว่าเหนื่อยไหม หิวหรือเปล่า หนาวไหมให้เบาแอร์ได้นะ แต่ปากเจ้ากรรมดันหนักอึ้ง พูดไม่ออกสักคำ

รถเบนซ์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบท่าที่หน้าบ้านปูนชั้นเดียวหลังกะทัดรัดที่มีรั้วอัลลอยด์สีขาวลอกร่อนตามกาลเวลา ฝนเริ่มซาลงเหลือเพียงปรอยๆ กะทิรีบปลดเข็มขัดนิรภัย

"ขอบคุณมากนะคะคุณหมอที่มาส่ง ค่าน้ำมันกะทิ..."

"ไม่ต้อง" หมอภิภพขัดขึ้นก่อนที่เธอจะพูดจบ เขาดับเครื่องยนต์ "ผมขอเข้าห้องน้ำหน่อยได้ไหม ขับรถมานานแล้ว"

"คะ?" กะทิเบิกตากว้าง "เข้า... เข้าห้องน้ำเหรอคะ?"

"ครับ หรือบ้านคุณไม่มีห้องน้ำ?" เขาเลิกคิ้วกวนๆ

"มี... มีค่ะ เชิญค่ะ"

กะทิรีบลงจากรถ หมอภิภพเดินตามลงมาพร้อมร่มคันเดิม เขาเดินนำเธอเข้าบ้านไปอย่างคุ้นเคยราวกับเป็นเจ้าของบ้าน ทั้งที่เพิ่งเคยมาครั้งแรก

กะทิรีบไขกุญแจรั้ว เปิดประตูให้เขาเข้ามา

"ยายจ๋า! กะทิกลับมาแล้วจ้ะ" เธอตะโกนบอกยาย

ยายจำปีที่นั่งดูละครหลังข่าวอยู่บนแคร่ไม้ในห้องโถงกลางบ้าน หันมามอง พอเห็นว่าหลานสาวไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่มีผู้ชายตัวสูงใหญ่แต่งตัวดีเดินตามมาด้วยก็ตกใจ

"อ้าว... พ่อหมอ" ยายจำปีจำเขาได้แม่น "ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะลูก"

"สวัสดีครับยาย" หมอภิภพเดินเข้าไปนั่งยองๆ ข้างแคร่ ยกมือไหว้หญิงชราอย่างนอบน้อม ทิ้งมาดผู้อำนวยการโรงพยาบาลไปจนหมดสิ้น

"พอดีรถคุณกะทิเสีย ผมขับผ่านมาเจอเลยแวะมาส่งครับ... แล้วก็ถือโอกาสมาเยี่ยมยายด้วย เห็นว่าทานยาตัวใหม่ไป อาการเป็นยังไงบ้างครับ"

ข้ออ้างฟังดูดีจนกะทิยังเคลิ้ม

เขามาส่งเพราะรถเสีย... ใช่

เขามาเยี่ยมยาย... ก็ฟังดูเป็นหมอที่ดี

แต่ขอเข้าห้องน้ำนี่สิ... มันแปลกๆ นะ

"ดีขึ้นเยอะเลยพ่อหมอ ไม่ค่อยใจสั่นแล้ว ขอบใจนะลูก อุตส่าห์ลำบากมาส่งหลานยาย" ยายจำปียิ้มแก้มปริ "กะทิ เอาน้ำเอาท่ามาต้อนรับคุณหมอสิ ยืนบื้ออยู่ได้"

"จ้ะยาย" กะทิสะดุ้ง "คุณหมอคะ น้ำเย็นๆ สักแก้วไหมคะ หรือจะรับกาแฟ"

"ขอน้ำเปล่าก็พอครับ" เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม

กะทิเดินหายเข้าไปในครัวหลังบ้านเพื่อเอาน้ำ หมอภิภพมองตามแผ่นหลังบางนั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมาคุยกับยายจำปี

สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ ตัวบ้าน

บ้านปูนชั้นเดียวทาสีครีมที่ดูสะอาดสะอ้าน พื้นปูด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนเย็นเฉียบ ข้าวของเครื่องใช้จัดเป็นระเบียบ บ่งบอกนิสัยเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี

แต่สิ่งที่สะดุดตาเขาที่สุด คือห้องนอนห้องหนึ่งที่ประตูเปิดแง้มไว้

แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดทิ้งไว้ส่องสว่างออกมา

หมอภิภพขออนุญาตยายจำปีเดินไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งทางเดินไปห้องน้ำต้องผ่านห้องนั้นพอดี

เขาชะลอฝีเท้าลงเมื่อเดินผ่านห้องของกะทิ

สายตาสำรวจเข้าไปด้านใน

ห้องนอนขนาดเล็กที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงาน ผนังห้องเป็นปูนเปลือยขัดมันสไตล์ลอฟต์แบบประหยัด

กล่องพัสดุวางซ้อนกันเป็นตั้งสูงจรดเพดาน

โต๊ะทำงานไม้ตัวเก่าที่ผิวเริ่มร่อน วางชิดผนังห้อง

และสิ่งที่ทำให้คิ้วเข้มของหมอภิภพขมวดเข้าหากันจนเป็นปม คือ... เก้าอี้

เก้าอี้พลาสติกราคาถูกแบบที่ใช้นั่งตามร้านก๋วยเตี๋ยว ถูกเอามาใช้นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์

มีเบาะรองนั่งเก่าๆ วางทับไว้เพื่อกันเจ็บก้น แต่พนักพิงหลังแข็งกระด้างและเตี้ยจนไม่สามารถรองรับแผ่นหลังได้เลย

โต๊ะก็สูงเกินไปเมื่อเทียบกับระดับเก้าอี้ ทำให้เวลานั่งพิมพ์งาน ไหล่ต้องยกสูงตลอดเวลา

ภาพเหตุการณ์เมื่อ วันศุกร์ที่แล้ว ในห้องตรวจบำบัดพิเศษผุดขึ้นมาในความทรงจำของหมอภิภพทันที

วันนั้น... ระหว่างที่เขานั่งเฝ้ากะทิกินข้าวคลีน

เขาเห็นเธอยกมือขึ้นบีบนวดต้นคอและหัวไหล่ตัวเองบ่อยครั้ง สีหน้าเหยเกเล็กน้อยเวลาขยับตัว

ตอนนั้นเขาถามเธอว่า "ปวดคอเหรอ?"

เธอก็แค่ตอบยิ้มๆ ว่า "นิดหน่อยค่ะ สงสัยนอนตกหมอน"

"นอนตกหมอนที่ไหนกันล่ะ..."

เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบา สายตายังจ้องไปที่เก้าอี้พลาสติกตัวนั้น

"นั่งทำงานท่านี้ทั้งคืน หลังไม่พังก็ให้มันรู้ไป"

มิน่าล่ะ... ถึงได้บ่นปวดเนื้อปวดตัว ออฟฟิศซินโดรมถามหาตั้งแต่อายุยี่สิบห้าแน่นอนถ้าขืนยังฝืนใช้เก้าอี้แบบนี้ต่อไป

หมอภิภพยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดระคนเป็นห่วง เขาโกรธ... ไม่ได้โกรธที่เธอจน แต่โกรธที่เธอไม่รักร่างกายตัวเอง ยอมจ่ายเงินเป็นหมื่นให้ยายได้นอนโรงพยาบาลดีๆ ยอมกินข้าวคลีนแพงๆ ตามคำสั่งเขา แต่ตัวเองกลับนั่งหลังขดหลังแข็งบนเก้าอี้พลาสติกตัวละร้อยทำงานหาเงิน

เสียงฝีเท้ากะทิเดินออกมาจากครัวทำให้หมอภิภพรีบเดินเลยไปเข้าห้องน้ำ ทำทีเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สักพักเขาก็เดินออกมา กะทิยืนรออยู่พร้อมแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบในมือ

"น้ำค่ะคุณหมอ"

เขารับมาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ส่งแก้วคืนให้เธอ

"ขอบคุณครับ... ผมคงต้องกลับแล้ว ดึกแล้วไม่อยากรบกวน"

"ไม่รบกวนเลยค่ะพ่อหมอ มาได้ตลอดเลยนะลูก บ้านนี้ยินดีต้อนรับ" ยายจำปีรีบบอก

หมอภิภพยกมือไหว้ลาคุณยาย แล้วหันมาหากะทิ

"พรุ่งนี้เช้า ผมจะให้ลูกน้องเอารถสไลด์ไปยกรถคุณไปเข้าศูนย์... ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย เดี๋ยวผมดูให้"

"ไม่ได้นะคะ!" กะทิรีบแย้ง "แค่มาส่งก็เกรงใจจะแย่แล้ว เรื่องซ่อมรถกะทิจัดการเองได้ค่ะคุณหมอ ห้ามออกให้นะคะ ไม่งั้นกะทิโกรธจริงๆ ด้วย"

หมอภิภพมองหน้าหญิงสาวที่ยืนทำหน้ามุ่ยเอาจริงเอาจัง

เขาถอนหายใจ... เด็กคนนี้ศักดิ์ศรีค้ำคอจริงๆ

"โอเค... ผมแค่ช่วยติดต่อช่างให้ ค่าซ่อมคุณจ่ายเอง ตกลงไหม?"

"ตกลงค่ะ" กะทิยิ้มออก

"แล้วพรุ่งนี้... จะไปส่งของยังไง?" เขาถามต่อ

"คงต้องนั่งแท็กซี่ไปส่งของก่อนค่ะ แล้วค่อยขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งหากของไม่เยอะ"

"อืม... งั้นพักผ่อนซะ อย่าทำงานดึก"

สายตาเขาเหลือบไปมองที่ประตูห้องนอนเธออีกครั้ง แวบหนึ่ง

"แล้วก็นั่งท่าให้มันถูกสุขลักษณะหน่อย หลังจะพังเอา... วันก่อนผมเห็นคุณนวดคอไม่หยุดเลยนี่"

"คะ?" กะทิงงที่จู่ๆ เขาก็พูดเรื่องหลัง "อ๋อ... ค่ะ สงสัยช่วงนี้งานหนักไปหน่อย"

"ไม่ใช่แค่งานหนักหรอก..." เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะตัดบท

"ผมไปล่ะ"

หมอภิภพเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถคันหรูที่จอดตระหง่านอยู่หน้าบ้าน

กะทิยืนเกาะรั้วมองตามไฟท้ายรถที่ค่อยๆ เคลื่อนออกไปจนลับตา

ความรู้สึกอบอุ่นในใจยังคงคุกรุ่นอยู่

เขาอาจจะดูดุ ดูเจ้าระเบียบ และดูเข้าถึงยาก

แต่วันนี้... ในวันที่ฝนตกหนักที่สุด เขากลับเป็นคนเดียวที่ยื่นร่มมาให้เธอ

ในขณะเดียวกัน บนรถเบนซ์ที่มุ่งหน้ากลับเพนเฮ้าส์

หมอภิภพกดโทรศัพท์ต่อสายหาเลขาฯ ส่วนตัว แม้จะเป็นเวลาเลิกงานแล้วก็ตาม

"คุณวิภาครับ... พรุ่งนี้เช้าช่วยสั่งเก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพรุ่นท็อปที่สุด ที่ซัพพอร์ตหลังดีที่สุด ให้ผมตัวหนึ่ง"

เขาหยุดคิดนิดหนึ่ง

"แล้วก็โต๊ะทำงานแบบปรับระดับได้ด้วย... เอาแบบที่เข้ากับบ้านปูนเปลือยได้ ส่งไปที่อยู่ตามนี้นะครับ เดี๋ยวผมส่งโลเคชันให้"

ปลายสายคงถามว่าส่งให้ใคร

หมอภิภพยิ้มมุมปาก สายตามองถนนข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น

"ส่งให้... คนไข้พิเศษของผมครับ"

"อ้อ... แล้วอย่าใส่ชื่อผมนะ บอกว่าเป็นของสมนาคุณจากโรงพยาบาล หรือจับฉลากได้ หรืออะไรก็ได้ที่คุณวิภาจะคิดออก... จัดการให้ผมด้วยนะครับ"

เขาวางสายด้วยความสบายใจ

เงินแค่นี้ ซื้อหลังดีๆ คืนให้ว่าที่แฟนในอนาคตถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในโลก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป